|
“ฟรีแลนซ์”อาชีพยอดฮิตแห่งยุคสมัย ของผู้คนที่โหยหาความอิสระและผลตอบแทนงามๆ ไม่ต้องทำงานซ้ำซากจำเจ หรือเข้างานเป็นเวลาเหมือนมนุษย์เงินเดือน
ทุกวันนี้จึงมีคนหนุ่มสาวจำนวนไม่น้อย ที่ตัดสินใจเดินออกจากบริษัทและองค์กร เพราะต้องการที่จะใช้ชีวิตอย่างอิสระ และประกอบอาชีพที่ตัวเองเลือก ไม่ว่าจะเป็นช่างภาพ ช่างแต่งหน้า หรือคนเขียนการ์ตูน
ฟังดูเหมือนเข้าที แต่เสียงสะท้อนจากผู้ที่ยึดอาชีพนี้ต่างบอกว่า รายได้ดีก็จริง แต่ทำไมหนอ เงินทองที่หามาได้ กลับเก็บไม่ค่อยได้เอาซะเลย บัญชีเงินฝากยังว่างโล่ง
ถ้าเป็นอย่างนี้ ปัญหาของผู้ยึดอาชีพฟรีแลนซ์นี้อยู่ตรงไหน และพวกเขาควรจัดการเงินทองอย่างไรดี ถึงจะทำให้การดำเนินอาชีพอิสระเป็นไปอย่างราบรื่นถึงบั้นปลายของชีวิต
ยิ่งเป็นฟรีแลนซ์ ยิ่งต้องวางแผนการออมและจัดการเงินทองที่รัดกุมกว่ามนุษย์เงินเดือน!!
ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็เพราะการเป็นพนักงานบริษัทหรือเจ้าหน้าที่ขององค์กรนั้น ยังมีสวัสดิการ และช่องทางการออมในรูปแบบต่างๆ ที่จะช่วยทำให้การจัดการเงินทองของคุณนั้นง่ายขึ้น
ส่วนฟรีแลนซ์นั้น รายได้เข้ามาไม่แน่นอน แม้จะมีสิทธิเลือกงานได้มากกว่าคนอื่น แต่งานที่เราชอบอาจไม่ได้เข้ามาตลอด เพราะฉะนั้น เมื่อทำงานและมีรายได้เข้ามาก็ควรเก็บออมไว้และใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง
สำหรับคนที่เป็นฟรีแลนซ์ “รายได้” จึงเป็นตัวแปรสำคัญ ฟรีแลนซ์บางคนมีคนมารอเข้าคิวจ้างเต็มไปหมด รายได้อาจจะมากกว่ามนุษย์เงินเดือนเสียด้วยซ้ำ ยิ่งถ้าเป็นพวกศิลปินนักแสดงก็ยิ่งมีรายได้เยอะมีอิสระในการเลือกทำงานได้อย่างเต็มที่ สิ่งที่ต้องระวังคือ ความไม่สม่ำเสมอของรายได้เท่านั้นเอง บางคนมีรายได้เป็นวัน ถ้าดูแลเงินไม่ดีเงินก็อาจใช้หมดภายในวันเดียว
หากคุณเป็นหนึ่งในบรรดาฟรีแลนซ์ที่ยังจัดการเงินทองยังไม่ลงตัวเสียที ลองจัดการตามนี้ดูเผื่อว่ากระเป๋าสตางค์ของคุณจะหนาและหนักขึ้นบ้าง
๐ จดทุกรายละเอียด ก้าวแรกในการวางแผนการเงินของฟรีแลนซ์ ควรเริ่มต้นจากการจดรายละเอียดรายได้ทุกอย่างที่ได้รับ เพราะโดยปกติอาชีพฟรีแลนซ์มักมีรายได้เข้ามาไม่แน่นอน บางคนได้ทุกวัน บางคนได้สัปดาห์ละครั้ง ขณะที่บางคนได้เดือนละหลายครั้ง ฟรีแลนซ์หลายคนเมื่อได้เงินมาจึงใช้จ่ายหมดไปโดยไม่รู้ตัว
สิ่งที่ควรทำเมื่อเริ่มต้นจัดการเงินทองคือ จดรายได้ที่ได้รับในแต่ละวันหรือแต่ละครั้ง เพื่อที่จะได้รู้ว่าในแต่ละเดือนเรามีรายได้เท่าไหร่
ช่างแต่งหน้าบางคนทำงานชั่วโมงเดียวได้เงิน 1,000 บาท คิดดูว่าแค่รับงานวันละ 3-4 เจ้าก็ได้หลายพันแล้ว รายได้จึงดีกว่ามนุษย์เงินเดือนอีก แต่ปัญหาของพวกนี้คือ เมื่อได้มาก็ใช้ไปอย่างไม่คิดหน้าคิดหลัง เงินก็หมดไปโดยไม่รู้ตัว ความจริงถ้าจดลงไปว่าวันนี้เราได้มาเท่าไหร่ พรุ่งนี้ได้เท่าไหร่ ในเดือนหนึ่งเราก็จะรู้ว่าเดือนนี้มีรายได้เท่าไหร่ และถ้าจะให้ดีคือ จดไว้ด้วยว่าในแต่ละเดือนเราได้ใช้จ่ายอะไรไปบ้าง จะได้รู้ว่านิสัยการใช้จ่ายเราเป็นอย่างไร
๐ ออมให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เพราะธรรมชาติของฟรีแลนซ์นั้นคือ การมีรายได้ที่ไม่นอน อนาคตของพวกเขาจึงเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอนตามไปด้วย การรับมือกับความไม่แน่นอนในอนาคต บรรดาฟรีแลนซ์จึงควรตั้งหน้าตั้งตาออมให้มากที่สุด และออมเท่าที่จะมากได้
มนุษย์เงินเดือนทั่วไปอาจจะออมเดือนละ10-30 เปอร์เซ็นต์ ของรายได้ แต่สำหรับฟรีแลนซ์นั้น ถ้าเป็นไปได้ให้กันรายได้มาออม 50 เปอร์เซ็นต์ ทันทีที่ได้รับเงิน ที่เหลือค่อยจับจ่ายใช้สอย ถ้าทำแบบนี้ได้ถือว่าเป็นการสร้างวินัยในเบื้องต้น ขณะเดียวกันในแง่ของการจับจ่ายใช้สอย ก็ต้องทำไปอย่างระมัดระวัง ไม่ใช่ใช้จ่ายเพลินมือ
อย่าลืมนะ ว่าในแต่ละเดือนคุณยังไม่แน่ใจว่ารายได้จะมีเข้ามาเท่าไหร่ เดือนนี้อาจจะมากเดือนหน้าอาจจะน้อย หรือบางเดือนอาจจะแทบไม่มีเข้ามา ดังนั้นสิ่งที่คุณควรทำอย่างยิ่งคือ เมื่อมีรายได้รับเข้ามาเท่าไหร่ให้ออมไว้เลยครึ่งหนึ่ง อย่างน้อยเงินที่คุณออมไว้ อาจจะไปช่วยเยียวยาอนาคตของคุณเองในกรณีที่บางเดือนอาจไม่มีรายได้เข้ามาเลย
๐ ปรับไลฟ์สไตล์การใช้จ่าย เพราะไลฟ์สไตล์ของฟรีแลนซ์จำนวนไม่น้อย นิยมการเลี้ยงสังสรรค์และมีงานปาร์ตี้อยู่เป็นประจำ บางคนสังสรรค์สัปดาห์ละหลายวัน บางคนเมื่อได้เงินมาก็บินไปท่องเที่ยวในต่างประเทศทันทีที่มีเงินเข้ากระเป๋า การกิน ดื่ม เที่ยว และใช้ชีวิตอย่างอิสระเสรี จึงเป็นไลฟ์สไตล์ติดตัวฟรีแลนซ์จำนวนไม่น้อย
แต่เมื่อไหร่ที่คิดจัดการกับเงินทองอย่างจริงจัง จะต้องเริ่มจากการปรับไลฟ์สไตล์อย่างเอาจริงเอาจัง เช่น ลดความถี่ของการสังสรรค์ลงบ้าง ในที่สุดก็จะทำให้มีเงินเหลือพอที่จะเก็บได้ เพราะรายจ่ายอาจจะลดลงไปประมาณ 25 เปอร์เซ็นต์
๐ ทำประกันเพื่ออนาคต การทำประกันเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่คุณสามารถทำได้ ไม่ใช่เพื่อใครแต่เพื่ออนาคตของตัวคุณเอง ในแง่ของการออมนั้น นอกจากฝากเงินกับธนาคาร สิ่งที่ฟรีแลนซ์ควรทำคือ จัดสรรเงินไว้ทำประกัน เพราะในอนาคตไม่มีอะไรเป็นหลักประกันชีวิตเหมือนพนักงานบริษัทหรือข้าราชการทั่วไป
ซึ่งประกันในปัจจุบันมีให้เลือกหลายแบบ อาจจะเลือกทำแบบสะสมทรัพย์เพื่อชีวิตในบั้นปลายก็ได้ หรือจะทำแบบที่สามารถคุ้มครองในยามเจ็บไข้ได้ป่วย
นอกเหนือจากการออมเงินในแบบพื้นฐาน เช่น การฝากแบงก์หรือทำประกันแล้ว ควรจะลงทุนในรูปของกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) และกองทุนหุ้นระยะยาว (LTF) เพราะกองทุนพวกนี้อย่างน้อยเป็นการออมและลงทุนที่ช่วยประหยัดภาษี แถมทำให้ชีวิตในวัยเกษียณอยู่อย่างสุขสบาย
ต้องนึกไว้เสมอว่า ฟรีแลนซ์ไม่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเหมือนพนักงานบริษัท เพราะฉะนั้นต้องออมระยะยาวด้วยตัวของเราเอง อะไรที่เป็นช่องทางให้ออมในระยะยาวได้ก็ควรทำ เช่น ลงทุนในกองทุน LTF กับ RMF อย่างละ 15 เปอร์เซ็นต์ รวมกันแล้วก็ประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ของรายได้
๐ ก่อหนี้ให้น้อยที่สุด กฎการเงินอีกข้อหนึ่งสำหรับฟรีแลนซ์ คือควรจะก่อหนี้ให้น้อยที่สุด ไม่ว่าจะเป็นหนี้ที่เกิดจากอะไรก็แล้วแต่ ไม่ว่าจะเป็นกู้ซื้อบ้าน ซื้อรถ สินเชื่อบุคคล หรือเงินด่วน เพราะความที่รายได้ไม่แน่นอน หากสร้างหนี้ไว้มาก มีภาระต้องผ่อนชำระมาก แต่รายได้ในบางเดือนอาจไม่เพียงพอต่อการชำระ จนในที่สุดกลายเป็นหนี้เสีย และเสี่ยงต่อการที่ชื่อของคุณจะถูกขึ้นบัญชีดำอยู่ในเครดิตบูโรเปล่าๆ
สำหรับฟรีแลนซ์ทั้งหลายที่อยากจัดการเงินทองอย่างจริงจัง แต่ยังไม่รู้จะเริ่มต้นตรงไหนดี ลองหยิบเคล็ดลับเหล่านี้ไปใช้ รับรองว่าถนนสายการออมของคุณจะราบรื่นขึ้นเยอะ
อ้างอิงจาก หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ |